COMPANY CULTURE

เจาะลึกวัฒนธรรมองค์กร 3 ข้อของ W JAMES VENTURES

Annie Napharatt Narang

Head of People : W JAMES VENTURES A happy HR who loves to take care everyone and loves to party

เจาะลึกวัฒนธรรมองค์กร 3 ข้อของ W JAMES VENTURES

“WE ARE TEAM” เชื่อว่าประโยคนี้เป็นประโยคที่มีอยู่ในทุกๆองค์กร ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละทีมจะมีการวางแผนและวางกลยุทธ์ไปในทิศทางไหน เพราะว่าทีมที่แข็งแรง = องค์กรที่แข็งแรง ดังนั้นบริษัทเราจึงเน้นไปที่ Team Building มากๆ เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการรับทีมเข้ามาทำงาน ซึ่งขั้นตอนนี้จะเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด เพราะทุกคนที่เข้ามาอยู่ร่วมกันในองค์กรจะต้องเข้าใจและชื่นชอบที่จะอยู่ใน “วัฒนธรรมองค์กร” นั้นๆ หรือคำที่ทุกคนคุ้นเคยกัน คือคำว่า “Company Culture”

ทำไมการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดีคือสิ่งสำคัญที่ทำให้บริษัทเติบโตได้ในระยะยาว ? แล้วอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะขับเคลื่อนองค์กรมีการสร้างทีมที่แข็งแรงขึ้น?

เราเชื่อว่าทิศทางในการทำงานของทีมที่ชัดเจน เหมาะสม และสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างมีประสิทธิภาพมาจากพื้นฐานในการปลูกฝังทัศนคติที่ดีที่ทีมมีต่อบริษัท การสร้างวัฒนธรรมองค์กรเปรียบเสมือนกับการเริ่มปลูกต้นไม้ที่เราหวังว่าสักวันจะเติบโตเป็นต้นไม้ต้นใหญ่ที่แข็งแรง เราจึงเริ่มด้วยการเลือกเมล็ดพันธ์ุที่ดี เลือกดินที่ดี หมั่นดูแลรดน้ำต้นไม้ให้ได้รับแสงแดดและอยู่ในสภาพอากาศที่ดีจนต้นไม้เจริญเติบโตได้อย่างสวยงาม ซึ่งวัฒนธรรมองค์กรก็เป็นเหมือนเมล็ดพันธุ์และดินที่เป็นรากฐานของการสร้างทีมที่แข็งแรง เพื่อที่จะให้ทุกคนเติบโตในหน้าที่การงานไปพร้อมกับบริษัท ถึงแม้จะมีลมแรงที่ผ่านเข้ามาหรืออาจจะมีกิ่งก้านที่แปลกแยกไปบ้าง เราก็จะสามารถผ่านไปได้ เพราะเราถูกปลูกฝังให้อยู่ร่วมในดินเดียวกันเพื่อบรรลุเป้าหมายเดียวกัน    

         นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่าน W JAMES VENTURES เติบโตได้ถึง 200% ในเรื่องของการขยายตลาดและการขยายทีม และสิ่งสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของบริษัทก็คือ วัฒนธรรมองค์กร 3 ข้อหลักของเรา ได้แก่

1.Proactive การทำงานเชิงรุก


หลายๆคนอาจจะคุ้นเคยกับคำๆนี้มาบ้างแต่อาจจะตีความและปฏิบัติต่างกันขึ้นอยู่กับว่าบุคคลนั้นทำงานเกี่ยวกับด้านอะไรหรือทำงานร่วมกับใครและอยู่ในสภาพแวดล้อมอย่างไร  สำหรับบริษัทของเรามีจุดประสงค์ของการทำงานเป็นทีมอย่างชัดเจน เราจึงให้ความสำคัญกับการทำงานเชิงรุกมาเป็นข้อแรกเพราะการที่จะทำงานร่วมกันกับคนในทีมได้จะต้องเป็นคนที่รอบคอบและวางแผนก่อนสถานการณ์จะเกิดขึ้นจริงโดยเสมอ หรือพูดง่ายๆก็คือการเตรียมความพร้อมและสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีเพราะเราได้เตรียมตัวที่จะรับมือกับสิ่งๆนั้นแล้ว

ยกตัวอย่างเช่น ทางบริษัทได้ประกาศให้พนักงาน Work from home ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไปโดยจะใช้โปรแกรม Discord ในการประชุมงานในส่วนต่างๆและใช้โปรแกรม ClickUp ในการจัดการและส่งงานตามที่ได้รับมอบหมาย ซึ่ง ClickUp เป็นซอฟแวร์ตัวใหม่ที่ทีมยังไม่รู้จักและไม่เคยใช้งานมาก่อน ทางบริษัทจึงจัด Sessionในการสอนใช้ ClickUpในวันพรุ่งนี้ก่อนที่ทีมจะใช้งานจริง ซึ่งการที่จะมี “Proactive” เราจะต้องศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับซอฟแวร์และศึกษาวิธีการใช้งานเบื้องต้นว่าโปรแกรมตัวนี้ทำงานยังไง หรือมีฟังก์ชั่นอะไรบ้าง เพื่อในวันรุ่งขึ้นทุกอย่างจะได้เป็นไปอย่างเข้าใจและรวดเร็วและสามารถประหยัดเวลาในการ Training ของทีมไปได้อีกมากซึ่งจะส่งผลให้พนักงานสามารถเริ่มต้นใช้งานซอฟแวร์ตัวใหม่ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

บริษัทเราเชื่อว่า Proactive คือเครื่องมือชิ้นแรกที่สำคัญในการพิสูจน์ถึง Growth mindset ที่ดี เพราะการเตรียมความพร้อมจะส่งผลให้ทีมมีความรอบคอบและความละเอียดในการทำงานซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้งานบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม

2.Learn Fast การเรียนรู้แบบรวดเร็ว

บริษัทของเราอยู่ในยุคดิจิทัลที่มีเครื่องมือเทคโนโลยีใหม่ๆเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและเข้ามามีบทบาทกับการทำงานมากขึ้นรวมถึงปริมาณของคู่แข่งทางธุรกิจที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน ทีมของเราจึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา และพยายามศึกษาสิ่งที่ทำเพิ่มเติมไปเรื่อยๆเพื่อนำมาปรับใช้ให้สามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะในยุคปัจจุบันการที่จะเป็นคนที่มีศักยภาพที่ดีในการทำงานได้จะต้องเป็นคนที่เรียนรู้, ปรับตัวและพัฒนาตัวเองอย่างรวดเร็วไม่มีที่สิ้นสุด บริษัทเราเชื่อว่า Learn Fast เป็นแกนกลางสำคัญที่สามารถพัฒนาบุคลากรได้ดี เพราะการที่ทีมเลือกที่จะเข้ามาทำงานในบริษัท Tech company หรือ Startup สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือสายงานด้านนี้เป็นศาสตร์เฉพาะที่ไม่เหมือนกับการทำธุรกิจอื่นๆ จึงต้องเป็นคนที่มี Growth mindset ที่พร้อมจะปรับตัวและเรียนรู้ได้กับทุกการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เปิดรับความคิดใหม่ๆและมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวและเรียนรู้ตลอดเวลา

ยกตัวอย่างเช่น ทางบริษัทได้อัปเกรดแอปพลิเคชัน WIRTUAL (แอปพลิเคชันสำหรับการวิ่ง) เป็นเวอร์ชั่น WIRTUAL2.0 ซึ่งรายละเอียดในแอปพลิเคชันจะมีเรื่องของคริปโตเคอเรนซี่เข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งเป็นเรื่องที่ทีมอาจจะยังไม่มีพื้นฐานเกี่ยวกับทางด้านนี้หรือยังไม่มีความเข้าใจที่มากพอ สิ่งที่ทีมจะต้อง Learn Fast ก็คือการศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องคริปโตเคอเรนซี่ตามสื่อและช่องทางต่างๆเพื่อที่จะทำความเข้าใจในเนื้องานที่เราทำมากขึ้นอย่างรวดเร็วและสิ่งที่สำคัญที่สุดคือทีมจะต้องพร้อมที่จะปรับตัวและเปิดใจที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆที่เพิ่มเข้ามา เพราะสำหรับบริษัทของเรา สิ่งใหม่ๆที่เพิ่มเข้ามาพร้อมกับโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็วเหมือนเป็นชาเลนจ์ที่เราจะต้องปรับตัวกับสิ่งๆนั้นให้ได้และพร้อมที่จะเติบโตไปได้แบบมีประสิทธิภาพ ยิ่งเรียนรู้เร็วมากเท่าไหร่เราก็สามารถก้าวไปได้ไกลกว่าผู้อื่นมากเท่านั้น

3.Delivery การส่งมอบงาน

การเรียนรู้ที่ดีส่งผลต่อการส่งมอบงานและการทำงานกับเพื่อนร่วมทีมอย่างมีประสิทธิภาพ การส่งมอบงานในที่นี้ไม่ใช้แค่การตรงต่อเวลา, ความถูกต้อง, หรือคุณภาพของชิ้นงานนั้นๆเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงการส่งมอบงานที่มากกว่าสิ่งที่ผู้รับคาดหวังไว้เสมอ ยกตัวอย่างเช่น ทีมดีไซน์ได้รับบรีฟให้ทำภาพ ads ของลูกค้า ซึ่งในบรีฟลูกค้าได้ระบุไว้ทั้งหมดว่าควรใช้โทนสีไหนหรือรูปแบบ reference คืออะไร ซึ่งการที่เราจะ Delivery งานให้เหนือความคาดหมายที่ผู้รับจะได้รับคือการที่ทีมดีไซน์ทำภาพ ads เพิ่มอีก 2 ภาพแต่อาจจะเป็น mood and tone ที่ต่างออกไปจากบรีฟที่ลูกค้าให้มา เพื่อให้ลูกค้าเห็นถึงความแตกต่างหรือ elementในรูปภาพที่ดีกว่า เพราะในบางครั้งและในบางมุมสิ่งที่ทีมดีไซน์นำเสนออาจจะเป็น option ที่สร้างความประทับใจให้ลูกค้าได้ดีและสามารถนำไปใช้งานได้มีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ส่วนที่สำคัญที่สุดของการ Deliver คือคุณภาพของงานที่ส่งมอบต้องถูกต้องและละเอียดมากพอที่จะไม่ทำให้คนที่ได้รับงานต่อจากเราต้องเสียเวลาแก้ไขงานที่เราทำอีก เพราะถ้ามีหนึ่งคนช้าหรือมีคนทำผิดพลาดในจุดใดจุดหนึ่ง ก็จะทำให้ภาพการทำงานโดยรวมของทีมไม่สามารถสำเร็จลุล่วงได้ตรงตามเวลายกตัวอย่างเช่นในกรณีที่ทีมดีไซน์และทีมมาร์เก็ตติ้งต้องทำงานร่วมกันในทุกๆวันเพื่อรับบรีฟงานจากลูกค้า หากวันใดวันหนึ่งทีมมาร์เก็ตติ้งลืมเดทไลน์การส่งงานและส่งบรีฟไปที่ทีมดีไซน์กระชั้นชิดมากๆจะส่งผลให้ทีมดีไซน์ต้องเร่งงานและอาจจะออกมาได้ไม่ดีเท่าที่ควร สุดท้ายแล้วอาจจะส่งผลทำให้ลูกค้าไม่ประทับใจในผลงานของบริษัทเรา ซึ่งเหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าการที่ปัจจัยใดปัจจัยนึงทำงานผิดพลาดหรือข้ามขั้นตอนจะส่งผลให้อีกปัจจัยอาจเกิดความผิดพลาดได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นบริษัทของเราจึงมองเรื่อง Delivery เป็นสิ่งที่สำคัญเพราะการส่งมอบงานที่ดีและมีประสิทธิภาพสามารถส่งผลให้ทีมทำงานร่วมกันและสื่อสารกันในองค์กรอย่างประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน สุดท้ายแล้วอาจจะส่งผลทำให้ลูกค้าไม่ประทับใจในผลงานของบริษัทเรา ซึ่งเหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าการที่ปัจจัยใดปัจจัยนึงทำงานผิดพลาดหรือข้ามขั้นตอนจะส่งผลให้อีกปัจจัยอาจเกิดความผิดพลาดได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นบริษัทของเราจึงมองเรื่อง Delivery เป็นสิ่งที่สำคัญเพราะการส่งมอบงานที่ดีและมีประสิทธิภาพสามารถส่งผลให้ทีมทำงานร่วมกันและสื่อสารกันในองค์กรอย่างประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน

และนอกจาก Culture 3 ข้อ ที่ปฏิบัติต่อกันในบริษัทแล้ว ที่ W James Ventures ยังมี ข้อห้ามอย่างเด็ดขาด 3 ข้อ ในบริษัทของเราเช่นเดียวกัน ถ้าคนใดคนนึงในทีมไม่สามารถที่จะปฏิบัติตามได้ ก็จะไม่สามารถอยู่ร่วมกันกับคนอื่นๆในทีมได้

1.Talk behind others การพูดลับหลัง/นินทาเพื่อนร่วมงาน

แน่นอนว่าปัญหานี้เป็นปัญหาสุดคลาสสิคในทุกสถานที่ทำงานต้องพบเจอและเป็นสิ่งที่ไม่มีใครชอบและไม่มีใครอยากจะให้เกิดขึ้น แต่สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้เพราะเราไม่สามารถบังคับให้คนๆนึงไม่นินทาหรือไม่พูดลับหลังใครได้ขึ้นอยู่กับลักษณะนิสัยของแต่ละคน ซึ่งผลที่ตามมาจากปัญหานี้คือจะทำให้เพื่อนร่วมงานคนอื่นอาจจะรู้สึกไม่ดีหรือรู้สึกบั่นทอนจิตใจเป็นอย่างมากจนไม่สามารถที่จะทำงานในสถานที่แห่งนี้ได้อีกต่อไปเพราะคงไม่มีใครที่อยากจะอยู่ในสังคมแห่งการพูดนินทาลับหลัง

เพราะฉะนั้น “ปัญหานี้จะไม่การเกิดขึ้นในบริษัทของเรา”เพราะขั้นตอนแรกที่เราจะเลือกใครสักคนที่จะเข้ามาทำงานที่บริษัทของเราหรือมาอยู่ในครอบครัวเดียวกัน เราต้องมั่นใจว่าเราสามารถที่จะปลูกฝังให้เค้ามี Mindset ที่ดีและไม่พูดนินทาลับหลังเพื่อนในทีมเพราะเราเปิดกว้างมากในการแสดงความคิดเห็นและให้ความเท่าเทียมกันสำหรับทุกๆคน จะไม่มีการแบ่ง Priority ความคิดเห็นตามลำดับขั้นตามอายุหรือประสบการณ์ แต่เราจะให้ทุกๆคนอยู่ในพื้นที่เท่าเทียมกันเพื่อแสดงความคิดเห็น หากใครมีปัญหาเราจะให้หันหน้าคุยกันแบบตรงไปตรงมา หากงานที่เพื่อนทำยังติดขัดตรงไหนเราจะให้ Feedback กันอย่างตรงไปตรงมาเพื่อร่วมแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและกลับมาเจอกันตรงกลางเพื่อที่จะเดินไปต่อด้วยกัน (Feedback as a Gift)

2.Spread negative words พูดเรื่องที่เป็นด้านลบกับเพื่อนร่วมงาน

บริษัทของเราเชื่อว่าบรรยากาศในการทำงานคือสิ่งสำคัญสำหรับทีม เพราะฉะนั้นบริษัทเราจึงสร้างออฟฟิศให้เต็มไปด้วยพลังบวกและเป็นมิตรต่อทุกคน ซึ่งแน่นอนว่าพลังบวกนี้หมายถึงบรรยากาศการทำงานและสิ่งที่สำคัญอีกหนึ่งอย่างคือการให้กำลังใจกันและกัน ส่งเสริมและแนะนำเพื่อนในทีมไปในทางที่ดี  เพราะถ้าหากคนใดคนนึงในทีมคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำดีพอแล้ว แต่ผลลัพท์ที่ออกมาทุกคนอาจจะโหวตกันแล้วว่ายังมีจุดที่จะต้องเพิ่มเติมอีกมากต้องแก้ไขจุดนั้นจุดนี้ทั้งๆที่งานชิ้นนั้นก็มีจุดที่น่าชื่นชมแต่เพื่อนในทีมเลือกที่จะไม่พูดออกมา กลับพูดในด้านลบและจุดบกพร่องอย่างเดียว ก็จะทำให้บุคคลนั้นหมดกำลังใจในการทำงานหรืออาจจะย้ำคิดอยู่เสมอว่าหากมีแต่ข้อลบขนาดนี้ตัวเค้าอาจจะไม่เหมาะกับงานและบริษัทนี้ สุดท้ายก็จะทำให้บรรยากาศการทำงานเปลี่ยนไป ไอเดียและงานที่ทำอาจจะออกมาไม่ดีเท่าที่ควรและอาจจะทำให้เริ่มหมดไฟในสิ่งที่ทำมากขึ้นจนเกิดปัญหาการลาออกจากบริษัทตามมา ซึ่งจะทำให้ทั้งธุรกิจและทีมที่เหลืออยู่ไม่ได้เติบโตอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นบริษัทเราเชื่อว่าการเติมพลังบวกให้กันในทุกวันทำงานจะทำให้ Culture ของเราแข็งแกร่งขึ้นและทำให้ทีมทุกคนทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข 

3.Comment over contribute ตัดสินทุกอย่างจากความคิดของเราเอง

แน่นอนว่าการทำงานร่วมกันเป็นทีมเราก็จะต้องมีการรีวิวงานหรือการแสดงความคิดเห็นในส่วนต่างๆของงานเพื่อนในทีม และเนื่องจากบริษัทเราเน้นในการเปิดกว้างทางความคิดเห็นของทุกคนอยู่แล้ว เราจึงสนับสนุนให้ทุกคนได้พูดและแชร์ไอเดียของตัวเองออกมาโดยที่ไม่ใช่ความรู้สึกส่วนตัวเป็นที่ตั้ง และไม่ตัดสินว่าอะไรที่ดีหรืออะไรที่ไม่ดี เราจะไม่ใช้คำว่าคอมเมนต์หรือแค่ตรวจงานว่าผ่านหรือไม่ผ่าน แต่เราจะใช้คำว่าร่วมกันแชร์ไอเดียหรือร่วมกันแก้ไขในจุดที่ผิดพลาดแทน เพราะบริษัทเราสนับสนุนให้ทุกคนในทีมเคารพในการแสดงความคิดเห็นของกันและกัน ทุกไอเดียไม่มีความคิดไหนถูกหรือความคิดไหนที่ผิด ทุกคนในทีมมีสิทธิ์แสดงไอเดียของตัวเองในที่ประชุม (หรือไม่ใช่ที่ประชุมก็ได้) และการแชร์ไอเดียนั้นจะเป็นตัวอย่างที่ดีได้ก็ต่อเมื่อการลงมือปฏิบัติและพิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งๆนี้ทำได้ดีจริงๆ ก็จะส่งผลให้ทีมพัฒนาไปเรื่อยๆ และจะถือว่าไอเดียและความคิดเห็นของทุกคนเป็นส่วนหนึ่งในการเติบโตขององค์กร ซึ่งในปัจจุบันบริษัทก็มีผลิตภัณฑ์ที่เรากำลังพัฒนาเรื่อยๆ และในขั้นตอนการพัฒนาผลิตภัณฑ์นั้นคือไอเดียของทุกคนในทีมที่คิดร่วมกันจริงๆ


สรุปทั้งหมด

Proactive, Learn Fast, Delivery คือสิ่งที่บ่งบอกภาพลักษณ์ของบริษัทได้ดีที่สุดและหัวใจสำคัญของการทำงานเป็นทีมเดียวกันคือทุกคนจะต้องมีเป้าหมายเดียวกันนั้นก็คือการเข้าใจและรักที่จะอยู่ใน Culture เดียวกัน เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องมือที่บ่งบอกประสิทธิภาพของการทำงานร่วมกันเป็นทีมของเราได้ดีที่สุด และเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนให้องค์กรได้เติบโตได้อย่างมั่นคงและแข็งแรง